13 วิธีโปรโมทร้าน Shopify

หลังจากที่เราได้ทำการ สร้างร้านค้าสำหรับ dropship บน shopify แล้ว ขั้นตอนต่อไปที่ขาดไม่ได้เด็ดขาดเลย คือ การโปรโมทร้าน shopify ของเรา

ในขณะที่ทำการโปรโมทร้านค้าต่างๆ นั้น ปกติเรามักจะพยายามที่จะใช้ช่องทางการโปรโมทให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะยิ่งใช้เครื่องมือการตลาดหลากหลายมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งทำให้เราสามารถพบวิธีการโฆษณาที่ดูจะมีแววและโอกาสมากที่สุดได้เร็วขึ้นมากเท่านั้น

โดยปกติแล้ว เราจะใช้ Google Merchant, การจ่ายค่าโฆษณาบน Facebook และ Instagram, การทำ Instagram shoutouts, การทำ content marketing (การอัพโพสต์ผ่านบล็อก), การทำการตลาดด้วยอีเมล์ และการทำวิดีโอรีวิวบนยูทูป นอกจากนี้ทีมเรายังได้ใช้บัญชีของร้านค้าบนโซเชียลเน็ตเวิร์ค เช่น Facebook, Instagram, Pinterest และ YouTube ร่วมอีกด้วย

ทันทีที่ร้านค้าของเราพร้อมสำหรับการขายแล้ว (ผ่านการดีไซน์หน้าร้านแล้ว, สินค้านำเข้ามาแล้ว, มีการทำรีวิวแล้ว, มีช่องทางการจ่ายเงินแล้ว ฯลฯ) ก็จะเริ่มทำการโปรโมท โดยการโปรโมทนั้นจะประกอบไปด้วยวิธีต่างๆ ดังต่อไปนี้

  1. การทำ SEO optimization

ขั้นแรกเลยคือการทำให้หน้าโฮมเพจของร้านมีความ SEO-friendly ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก เนื่องจากจะทำให้เว็บไซต์สามารถปรากฏใน search engine ต่างๆได้ง่ายขึ้น และในทางกลับกันยังสามารถช่วยให้เจ้าของเว็บไซต์ไม่ต้องเสียเงินเพิ่มให้กับ search engine ต่างๆ อีกด้วย

ด้วยเหตุนี้ เราจึงควรทำหน้าเพจสำหรับหมวดหมู่และสินค้าให้มีความ SEO-friendly กล่าวคือปกติแล้วชื่อสินค้าก็จะซ้ำๆเหมือนๆกันไปในแต่ละที่ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ต้องทำก็คือการตั้งชื่อสินค้าให้สามารถดึงดูดลูกค้าได้ มีความแตกต่างจากเวบอื่น ดังนั้นการกำหนด keyword เป้าหมายลงไปในชื่อสินค้านั้นสำคัญมาก เพราะจะช่วยให้ผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตสามารถค้นหาสินค้าและร้านค้าได้ง่ายขึ้นผ่านการค้นหาแบบปกติ

  1. การสร้างบัญชีโซเชียลมีเดีย

บัญชีโซเชียลมีเดียเป็นหนึ่งในตัวละครสำคัญในการโปรโมทธุรกิจเลยก็ว่าได้ นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมทางเราถึงต้องมีบัญชีโซเชียลมีเดียให้กับทุกร้านค้า ไม่ว่าจะเป็น Instagram, Pinterest, Twitter, Youtube และ Google+ บัญชีต่างๆเหล่านี้มีไว้เพื่อวัตถุประสงค์ที่หลากหลาย เช่น เป็นสถานที่แสดงสินค้าของทางร้าน, เป็นตัวกลางในการติดต่อกับลูกค้า และเป็นช่องทางการขาย

และพูดได้เลยว่าโซเชียลมีเดียนั้นมีผลกับ search engine เป็นอย่างมาก นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมเราจึงต้องใส่ keyword มากมายลงไปในคำอธิบายโปรไฟล์ของทุกบัญชี รวมถึงการใส่ link ของร้านไว้ด้วยเช่นเดียวกัน

  1. การติดตั้งปลั๊กอิน Social Rabbit

ในการที่เราจะสามารถโพสต์สิ่งต่างๆบนโซเชียลมีเดียอย่างอัตโนมัติได้นั้น เราต้องมีปลั๊กอิน Social Rabbit ที่สามารถทำงานที่มีประโยชน์ได้อย่างหลากหลาย อย่างแรกก็คือ ปลั๊กอินนี้สามารถทำการโพสท์ลง Instagram, Twitter และ Pinterest โดยอัตโนมัติได้ และมันยังสามารถเชิญชวนให้ผู้ใช้งานเข้ามาติดตามได้อีกเช่นกัน นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมเราถึงสามารถสร้างฐานยอดผู้ติดตามได้ค่อนข้างรวดเร็วและประหยัดเวลาอีกด้วย

ข้อสำคัญในการใช้ปลั๊กอิน Social Rabbit คือควรใช้กับบัญชีโซเชียลมีเดียที่เปิดใช้มาได้สักพักแล้ว เนื่องจากบัญชีที่เพิ่งเปิดใช้แต่มีการแสดงโพสต์สินค้ามากมาย อาจเสี่ยงต่อการถูกบล็อกข้อหา spam ได้ ดังนั้นเราจึงขอแนะนำให้สร้างบัญชีต่างๆที่จำเป็นไว้เสียแต่เนิ่นๆ ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยหากเริ่มสร้างตั้งแต่ตอนที่สินค้าเริ่มนำเข้าเลยก็จะเป็นการดีมาก

  1. การซื้อยอดผู้ติดตาม

นอกจากการดึงดูดผู้ติดตามจาก Facebook และ Instagram ด้วยปลั๊กอิน Social Rabbit แล้ว เรายังมีการใช้เว็บไซต์ Fiverr.com เพื่อ “ซื้อ” ยอดผู้ติดตามด้วยเช่นกัน กล่าวคือเราใช้เว็บไซต์ Fiverr ในการค้นหาผู้คนที่ยินดีที่จะรับจ้างติดตามบัญชีโซเชียลมีเดีย ซึ่งสำหรับคนกลุ่มนี้แล้ววิธีดังกล่าวถือว่าเป็นการสร้างรายได้เสริมอย่างหนึ่ง และสำหรับเราเองวิธีนี้ก็เป็นวิธีที่สะดวกสบายอีกวิธีหนึ่งที่จะสามารถสร้างฐานผู้ติดตามได้ โดยเมื่อเวลาผ่านไปผู้คนกลุ่มอื่นที่เห็นบัญชีของเราก็จะยินยอมเข้ามาติดตามเอง เนื่องจากเห็นว่าบัญชีของเรามีผู้ติดตามจำนวนมหาศาลอยู่ก่อนแล้ว

  1. การเลือกสินค้าที่จะโปรโมท

ก่อนทำการเปิดตัวแคมเปญโฆษณา เราต้องเลือกใช้สินค้าที่เหมาะสมสำหรับการโปรโมทนั้นๆ อย่างระมัดระวัง ปกติแล้วการเลือกสินค้าที่มีแววที่สุดเราจะดูจากความนิยมบน AliExpress (ในกรณีที่ drop มาจาก aliexpress) หากสินค้าไหนมียอดขายมากกว่า 300-500 ชิ้น ก็ควรเลือกสินค้านั้น อย่างไรก็ตามเราจะไม่เลือกสินค้าที่มียอดขายเกิน 10,000 ชิ้น เนื่องจากสินค้าเหล่านั้นมีขายอยู่มากแล้วในร้านค้าคู่แข่งเจ้าอื่น

ในขณะเดียวกันเราต้องมั่นใจด้วยว่าสินค้าที่เราเลือกมีเรทติ้งที่ดีบน AliExpress และได้รีวีวในแง่บวกมากพอ สิ่งนี้สำคัญมากสำหรับเรา เนื่องจากเรายินดีคืนเงินให้หากลูกค้าไม่พอใจในสินค้าเพื่อเป็นการอำนวนความสะดวกให้แก่ลูกค้า ด้วยเหตุนี้คุณภาพของสินค้าจึงเป็นปัจจัยสำคัญอันดับหนึ่งสำหรับเรา ซึ่งเราจะรู้ได้ว่าสินค้าที่ลงขายนั้นมีคุณสมบัติตรงตามสินค้าจริงหรือไม่ผ่านรีวิวของลูกค้า AliExpress

  1. การเตรียมหน้าสินค้าให้พร้อมสำหรับการโปรโมท

หากการโปรโมทของเราสามารถดึงลูกค้าที่มีศักยภาพทางการซื้อมายังเว็บไซต์ของร้านค้าได้  เว็บไซต์นั้นก็ควรที่จะสมบูรณ์แบบ โดยข้อสำคัญคือควรมีคำอธิบายสินค้าที่ดี (3-4 ประโยคที่สื่อถึงสินค้า เช่น ความพิเศษของสินค้าชนิดนั้นๆ, ทำไมถึงคุ้มค่าที่จะซื้อ, ลูกค้าจะได้อะไรกับการซื้อครั้งนี้)

สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือควรบอกรายละเอียดของตัวสินค้าให้ละเอียดด้วย โดยอาจจะระบุ สี ขนาด ความกว้าง ความยาว น้ำหนัก ฯลฯ ขึ้นอยู่กับประเภทของสินค้านั้นๆ  ซึ่งหากเป็นสินค้าประเภทเสื้อผ้าควรมีตารางเปรียบเทียบไซส์ด้วยจะเป็นการดี สำหรับรูปภาพของสินค้านั้นควรใช้รูปภาพที่มีคุณภาพความละเอียดสูงในจำนวนที่เหมาะสม ยิ่งไปกว่านั้นรีวิวจากผู้ซื้อก็เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้อย่างที่เราเคยกล่าวถึงไปแล้ว เพราะรีวิวเหล่านี้จะเป็นตัวบอกถึงคุณภาพที่แท้จริงของสินค้าและระดับการบริการของผู้ขายได้

หากสินค้าของเรายังไม่มีรีวิว เราสามารถก็อปรีวิวมาจากเวบอื่นๆ ได้ แต่อย่าให้ไม่มีรีวิวเลย

สำหรับเราแล้วการโฆษณาสินค้าแบบธรรมดาแค่อย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอ เราควรจะทำอะไรให้มากกว่าคู่แข่ง เป้าหมายของเราคือจะไม่ยอมเสียลูกค้าที่มี ด้วยเหตุผลที่ว่าเราไม่มีรายละเอียดของสินค้าหรือการที่เราไม่ได้รับความไว้วางใจจากผู้ซื้อ ดังนั้นยิ่งเรามีรายละเอียดของสินค้ามากเท่าไหร่ก็จะยิ่งสามารถตอบข้อสงสัยในใจลูกค้าได้มากเท่านั้น ส่งผลให้ลูกค้าสามารถทำการตัดสินใจได้รวดเร็ว และดำเนินการสั่งซื้อสินค้าต่อไปได้ง่ายขึ้น

  1. การใช้ Instagram shoutout

เราเห็นว่า Instagram shoutout เป็นหนึ่งในวิธีที่มีประสิทธิภาพที่จะใช้ในการโปรโมทร้าน dropship หน้าใหม่ได้ วิธีนี้เป็นวิธีที่น่าสนใจเป็นอย่างมากเนื่องจากมีบล็อกเกอร์ใน Instagram มากมายที่พร้อมจะโพสต์ถึงสินค้าให้คุณในราคาค่อนข้างต่ำ ตัวอย่างเช่น คุณสามารถจ่ายเงินเพียง 10 ดอลลาร์เพื่อให้โพสต์ของสินค้าของคุณขึ้นบนบัญชีที่มีผู้ติดตามถึง 100,000 คนได้ (หาบริการเหล่านี้ได้ใน fiverr)

เป้าหมายหลักคือต้องมั่นใจว่าผู้ติดตามบัญชีนั้นๆ มีแนวโน้มที่จะสนใจข้อเสนอของร้านค้าคุณจริงๆ นอกจากนี้ต้องมั่นใจด้วยว่าผู้ติดตามเหล่านี้มีส่วนร่วมกับบัญชีนั้นมากพอ อย่างเช่น มีการสนใจในกิจกรรมของบัญชีนั้นจริงๆ (ดูได้จากจำนวนของการกดไลค์และคอมเมนต์ และจำนวนดังกล่าวต้องสัมพันธ์กับจำนวนผู้ติดตาม)

  1. การออกแบบรูปภาพที่จะใช้สำหรับ Instagram shoutout

โดยทั่วไปแล้วสำหรับวิธีนี้เราจะใช้รูปภาพสินค้าที่มีอยู่แล้วในเว็บไซต์ของเรา อย่างไรก็ตามเราสามารถใช้รูปภาพในแบบอื่นๆได้ด้วยเช่นกัน

ซึ่งปกติเราจะนำทั้งสองรูปแบบมาผสมผสานกัน เพื่อที่เราจะได้สามารถแสดงสินค้าอย่างหลากหลายในการโพสต์เพียงครั้งเดียว โดยให้สินค้าทุกชิ้นอยู่ในหมวดหมู่เดียวกันกับสิ่งที่เราอยากจะทำการโฆษณา

ตอนนี้ Instagram สามารถให้เราอัพรูปได้มากถึง 10 รูปในหนึ่งโพสต์ เราจึงใช้การรวมรูปจำนวน 10 รูปสำหรับทุกๆ การ shoutout โดยแต่ละรูปจะประกอบด้วยสินค้าจำนวน 4 ชิ้น ต้องขอบคุณกลยุทธ์นี้ เพราะทำให้เราสามารถแสดงสินค้าจำนวนมากให้แก่ลูกค้าที่มีศักยภาพในการซื้อของเราได้ และจะทำให้ข้อเสนอของร้านค้าน่าสนใจมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นให้ลูกค้าเข้าไปเยี่ยมชมเว็บไซต์ของร้านผ่าน link ที่เราใส่ไปได้อีกด้วย

เรามีการใส่ข้อความลงไปบนรูปภาพด้วยเช่นกัน ตัวอย่างเช่น การลดราคา, การส่งฟรีทั่วโลก, ชื่อร้านค้า/โลโก้/เว็บไซต์ ฯลฯ ข้อความเหล่านี้จะช่วยดึงดูดความสนใจจากผู้ที่ได้เห็น รวมถึงสามารถเพิ่มการเป็นที่จดจำของร้านค้าได้

หนึ่งในข้อดีที่เยี่ยมที่สุดของ shoutout คือการมอบโอกาสให้เราได้ทดลองใช้การออกแบบโฆษณาได้มากเท่าที่ต้องการ คุณสามารถสร้างสรรค์ผลงานการออกแบบให้ดีเลิศขนาดไหนก็ได้ แต่อย่าลืมว่าสิ่งสำคัญคือการใช้รูปที่มีคุณภาพความละเอียดสูงสุด เพื่อให้คุณสามารถสื่อถึงข้อเสนอของคุณได้อย่างชัดเจน

  1. จ่ายเงินโฆษณาบน Facebook และ Instagram

การจ่ายเงินโฆษณาบน Facebook และ Instagram เป็นสิ่งที่น่าทำภายหลังจากทำการทดลองกับ shoutout มาแล้ว ซึ่งปกติเราจะเริ่มการจ่ายเงินโฆษณาบน Facebook หลังจากที่เราสามารถทำการขายมาแล้วได้บ้าง วิธีนี้จะทำให้เราสามารถศึกษาและรู้ได้ว่าสินค้าใดในคลังสินค้าของเรากำลังมาแรงและเป็นที่ต้องการในตลาด

โฆษณาแบบเสียเงินบน Facebook และ Instagram นั้นยึดความสนใจของผู้ใช้งาน Facebook เป็นหลัก รวมไปถึงอาจจะนำเอากลยุทธ์การดึงคนที่เคยเข้าเว็บไซต์กลับมาใหม่ (retargeting) มาใช้ก็ได้เช่นเดียวกัน กล่าวคือสินค้าจะถูกแสดงให้คนที่เคยเข้าชมร้านค้ามาก่อนได้เห็น ในกรณีที่คนเหล่านี้เคยมีการกระทำใดๆ ในเว็บไซต์ของร้าน

เราได้นำ Facebook Pixel มาใช้ในการติดตามการกระทำต่างๆของผู้เข้าชมเว็บไซต์ของเรา ซึ่งจะต้องติดตั้งบนเว็บไซต์ก่อนที่จะเริ่มการใช้แคมเปญโฆษณาแบบเสียเงินบน Facebook จากประสบการณ์ของเรานั้นการติดตั้ง Facebook Pixel ควรที่จะทำทันทีที่เว็บไซต์เปิดใช้งาน เพราะจะได้ใช้ Pixel เพื่อติดตามกิจกรรมต่างๆ ของผู้ใช้งาน facebook แต่ละคนได้ทันที ในทางกลับกันก็เป็นการสร้างโอกาสให้เราในการที่จะเจาะกลุ่มเป้าหมายรายคนผ่านโฆษณาได้ วิธีนี้ได้ผลดีขนาดที่ว่าไม่ต้องรอให้ลูกค้าดำเนินการซื้อเสร็จสมบูรณ์ก็ได้ ขอเพียงแค่ลูกค้านำสินค้าใส่รถเข็นก็ใช้งานได้แล้ว

ในช่วงเริ่มต้นทดสอบแคมเปญ Facebook เราตั้งงบประมาณอยู่ที่ 10 ดอลลาร์ ซึ่งถึงแม้ว่าจะเป็นจำนวนเงินที่ค่อนข้างน้อย แต่วิธีนี้ช่วยให้เราเข้าใจได้ว่ากลุ่มเป้าหมายมีปฏิบัติสัมพันธ์กับข้อเสนอของเราอย่างไรบ้าง และยังช่วยให้เราสามารถวิเคราะห์พฤติกรรมของผู้เข้าชมเว็บไซต์ได้อีกด้วย

หากเว็บไซต์ของร้านยังไม่มีผู้เข้าชมที่มากพอ เราจะเลือกใช้การโฆษณาบน Facebook ประเภท “Traffic Target” ซึ่งจะทำให้เราสามารถดึงผู้เข้าชมได้จำนวนมากเท่าที่จะเป็นไปได้

หาก Pixel พบว่าเว็บไซต์ของเราเกิดการเคลื่อนไหวโดยมีการเพิ่มสินค้าไปยังรถเข็นประมาณ 200 ครั้ง เราจะเปลี่ยนการโฆษณาบน Facebook เป็นประเภท “Conversion Target” แทน ซึ่งวิธีนี้จะทำให้เราสามารถแสดงโฆษณาสินค้าของเราให้แก่กลุ่มเป้าหมายที่มีแนวโน้มที่จะคลิ๊กดูโฆษณาหรือเข้าชมเว็บไซต์ รวมไปถึงการเพิ่มสินค้าไปยังรถเข็นได้

  1. การทำ dynamic remarketing (ดึงกลุ่มที่เคยเข้าเว็บไซต์กลับมาใหม่ด้วยโฆษณาส่วนบุคคล) ผ่าน Business Add-on ของ Facebook

เมื่อเว็บไซต์เริ่มมีสมรรถภาพในการดำเนินงานที่น่าพึงพอใจ (มีผู้เข้าชมมาก และมีการซื้อหรือเพิ่มสินค้าในรถเข็น) เราจะใช้ Dynamic Ads ของ Facebook ในการดำเนินการขั้นต่อไป

Dynamic remarketing นั้นทำให้เราเข้าถึงกลุ่มที่เคยเข้าชมเว็บไซต์ของเราได้ และจะทำการแสดงสินค้าชนิดเดียวกันกับที่พวกเขาเหล่านี้เคยเข้าไปดูหรือเคยเพิ่มเข้าไปในรถเข็น และ dynamic remarketing ยังช่วยให้เราสามารถใช้วิธีนี้กับลูกค้าที่เคยซื้อสินค้าจากเว็บไซต์ร้านได้อีกด้วย โดยจะแสดงสินค้าอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับสินค้าที่เคยได้ซื้อไปแล้ว

วิธีนี้เป็นกลยุทธที่มีประสิทธิภาพสูงอีกวิธีหนึ่ง เพราะทำให้เราสามารถมีปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าที่แต่เดิมมีความสนใจในร้านเราอยู่ก่อนแล้วได้ ซึ่งความน่าเชื่อถือที่ร้านได้รับและความน่าดึงดูดใจของสินค้าจะทำให้การโน้มน้าวชักจูงลูกค้ามีความสะดวกมากยิ่งขึ้น หนึ่งในไอเดียที่ดีคือการยื่นข้อเสนอด้วยคูปองลดราคา เนื่องจากสามารถกระตุ้นกลุ่มลูกค้าจำนวนมากที่มีศักยภาพในการซื้อให้ทำการซื้อสินค้าจากเราได้

Dynamic ads ถูกสร้างขึ้นด้วยหลักการเดียวกันกับการจัดเรียงสินค้าในแคตตาล๊อก เราจึงใช้ Business add-on ของ Facebook มาใช้ในการสร้างแคตตาล๊อกสินค้าขึ้นอัตโนมัติ วิธีนี้ช่วยให้นักการตลาดทำงานได้ง่ายขึ้น เนื่องจากช่วยอำนวยสะดวกและมีการจัดเรียงสินค้าอย่างเหมาะสม อีกทั้งยังมีรายละเอียดของสินค้าที่จำเป็นและมีความสวยงามอีกด้วย

  1. การโปรโมทผ่าน Google Shopping

การโปรโมทสินค้าผ่าน Google Shopping นั้นให้ผลลัพธ์ที่ดีเยี่ยม เพราะปกติใครๆ ก็ใช้ Google เพื่อค้นหาข้อมูลต่างๆอยู่แล้ว วิธีนี้เปิดโอกาสให้เราเข้าถึงลูกค้าที่มีศักยภาพในการซื้อได้ และยังช่วยดึงดูดความสนใจจากผู้ใช้อินเตอร์เน็ตที่พร้อมทำการซื้อขายได้ด้วยเช่นกัน

ซึ่งปัจจัยสำคัญก็คือการที่โฆษณาของ Google Shopping มีการแสดงทั้งภาพและราคาของสิ้นค้า จึงทำให้ผู้ที่พบเห็นเกิดความสนใจในข้อเสนอได้ในเวลาที่รวดเร็ว และจะเข้าไปทำการซื้อขายในเว็บไซต์ของร้านค้าต่อไป

  1. การทำ Content Marketing

หากเราต้องการเพิ่มรายได้ให้มากยิ่งขึ้น กลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพคือการทำ Blog

ร้านค้าแต่ละร้านของเรามีบล็อกเป็นของตนเอง โดยเนื้อหาในบล๊อคจะเป็นบทความที่น่าสนใจและอาจจะเกี่ยวกับเรื่องราวของทางร้าน

โดยปกติเราใช้บริการของ Buzzsumo เนื่องจากสามารถแสดงบทความยอดนิยมที่กำลังถูกแชร์บนโซเชียลมีเดียให้เราได้รู้ได้ เราจะใช้บทความเหล่านี้และเรื่องราวที่น่าสนใจอื่นๆในโลกออนไลน์มาใส่ในบล็อกของเรา (ควรให้เครดิตต้นฉบับโดยการใส่ชื่อผู้เขียนและที่มาของเนื้อหานั้นๆเพื่อให้ถูกต้องตามหลักจรรยาบรรณ)

เมื่ออัพบทความลงในบล็อกแล้ว เราก็จะทำการโพสต์ link ลง Facebook โดยใส่รูปที่น่าสนใจและคำบรรยายสั้นๆเกี่ยวกับบทความนั้นเป็นหัวเรื่อง จากนั้นเราก็ใช้งบเบาๆ (ประมาณ 10 – 15 ดอลลาร์ต่อวัน) ในการโปรโมทโพสต์นั้น โดยเราจะเจาะกลุ่มเป้าหมายที่มีความสนใจตรงกันกับเนื้อหาของบทความและตรงกับชนิดของสินค้าในร้านของเรา ซึ่งถึงแม้จะลงทุนไปไม่มาก แต่วิธีนี้สามารถทำให้คนเข้ามาเยี่ยมชมได้สูงถึง 500 คนต่อวันเลยทีเดียว

เราจึงขอแนะนำวิธีนี้เป็นอันดับต้นๆ เพราะสามารถทำให้เราเข้าถึงลูกค้าใหม่ๆ ที่ยังไม่เคยทำการซื้อขายออนไลน์ได้ และเมื่อกลุ่มลูกค้าเหล่านี้ได้เข้ามาอ่านบล็อกของคุณ คุณก็จะสามารถทำการยื่นข้อเสนออื่นๆ ได้ผ่านการทำ dynamic remarketing

  1. การทำวิดีโอบน YouTube

เราจะใช้ประโยชน์จาก YouTube ในการโปรโมทของเรา โดยเราจะทำวีดีแนะนำสินค้า โดยเฉพาะสินค้าขายดี เพื่อแสดงให้เห็นว่าการใช้งานจริงเป็นอย่างไร และเมื่อทำการอัพโหลดวิดีโอลง YouTube เราก็ควรเขียนรายละเอียดของวิดีโอด้วย keyword ที่สำคัญ เนื่องจากวิดีโอใน YouTube มีผลต่อการค้นหาใน Google หากวิดีโอของเราได้รับการเข้าชมและได้เรทติ้งดีอยู่บ่อยครั้ง มันก็จะไปปรากฏอยู่ในหน้าผลลัพธ์การค้นหาเป็นอันดับแรกๆ ซึ่งวิธีนี้ก็จะต่อยอดไปพัฒนา SEO ได้อีก แล้วให้เราแนบลิงค์สินค้าของร้านเราไว้ใน description เมื่อลูกค้าอยากสั่งซื้อ ก็สามารถคลิกสั่งได้ทันที

ในขณะเดียวกัน ตัววิดีโอเดียวกันนี้ก็สามารถนำไปใส่ในหน้าสินค้าของร้านได้อีกด้วย ซึ่งการทำแบบนี้มีประโยชน์ต่อผู้เข้าชมเว็บไซต์เป็นอย่างมาก เพราะวิดีโอเป็นสิ่งที่สามารถช่วยลูกค้าในการตัดสินใจได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะสินค้าเกี่ยวกับเทคโนโลยี

สรุป

นี่เป็นวิธีโปรโมทอย่างกว้างๆ นะครับ โดยเฉพาะเรื่อง facebook ad ควรจะไปศึกษาเพิ่มเติม เพราะระบบของ facebook มันอัพเดทบ่อยมาก วิธีที่ได้ผลวันนี้อาจจะไม่ได้ผลในอนาคตก็ได้ ถ้าไม่ค่อยมีงบ ผมแนะนำทำ Youtube กับ blog ครับ

แต่อาจจะได้ผลช้า ไม่ค่อยทันใจ เหมือนพวก paid ad

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.