หลังจากที่เทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทสำคัญกับชีวิตเรามากขึ้น ทำให้การค้าขายไม่ได้ถูกจำกัดเพียงแค่การขายโดยอาศัยหน้าร้านแบบสมัยเดิม เพราะเราสามารถนำเสนอและขายสินค้าหรือบริการของเราผ่านทางเว็บไซต์หรือสื่อต่างๆได้เช่นกัน วันนี้เราจะพาคุณไปรู้จักกับการเปิดร้านค้าออนไลน์ด้วย “Shopify”ค่ะ

1.Shopify คืออะไรและมีวิธีการทำงานอย่างไร ?
Shopify เป็นบริการเปิดร้านค้าออนไลน์ที่มีรูปแบบของหน้าเว็บให้คุณเลือกสรรมากมาย จึงเหมาะกับผู้ที่กำลังคิดขายของออนไลน์แต่ยังไม่มีประสบการณ์ในการสร้างเว็บไซต์

สำหรับการสมัครก็ไม่ยากและมีให้ทดลองใช้ฟรี 14 วัน นอกจากนี้คุณยังใส่รูป โลโก้ ข้อความ และวิดีโอที่บ่งบอกถึงความเป็นแบรนด์ของคุณได้ด้วย หลังจากที่คุณเลือกธีมแล้ว คุณก็เริ่มขายสินค้าของคุณได้เลยค่ะ

นอกจากนี้ Shopify ยังเชื่อมต่อระบบการจ่ายเงินที่มีมากถึง 70 ช่องทาง และมีภาษาให้เลือกมากกว่า 50 ภาษา ทำให้เป็นเรื่องง่ายที่จะขายสินค้าให้กับลูกค้าต่างชาติและด้วยความที่ Shopify มีเครื่องมือในการบริหารเว็บที่ดี รวมถึงมีฟีเจอร์และเครื่องมือทางการตลาดที่น่าสนใจมากมาย เช่น มีระบบอัตโนมัติที่แจ้งเตือนไปยังลูกค้าที่ยังทำการสั่งซื้อไม่ครบขั้นตอน ทำให้เว็บไซต์ปรากฏอยู่ในตำแหน่งที่ดีที่สุดของผลการค้นหาผ่านบรรดา Search engine อย่าง Google Yahoo รวมถึงมีเครื่องมือการวิเคราะห์ยอดขาย ฯลฯ

2.ขายอะไรได้บ้างบน Shopify?
คุณสามารขายสินค้าได้หลากชนิดไม่ว่าจะเป็น เสื้อผ้า อาหาร ของตกแต่งบ้าน หนังสือ กาแฟ หรือแม้แต่บริการก็ทำได้ทั้งนั้นค่ะ หากไม่เป็นสิ่งของที่ผิดกฎหมายก็จัดไปเลยค่ะ !

3.Shopify จะทำให้ร้านค้าออนไลน์ของคุณเติบโตได้อย่างไร ?
ด้วยความที่ Shopify มีเครื่องมือทางการตลาดที่น่าสนใจอย่างฟีเจอร์ SEO ที่จะทำให้คุณสามารถปรับเปลี่ยนหัวเรื่องหรือหัวข้อต่างๆเพิ่มเติมได้มากขึ้น เพื่อให้เว็บไซต์ติดหน้าแรกๆของการค้นหาใน Search engine นอกจากนี้ลูกค้าของคุณยังสามารถโพสต์รีวิวเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ของคุณได้ด้วย ทำให้ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับร้านค้าได้เป็นอย่างดี

นอกจากนี้เจ้าของร้านใน Shopify ยังสามารถแจกคูปองหรือบัตรกำนัลเพื่อดึงดูดลูกค้าใหม่ๆและรักษาฐานของลูกค้าเดิมได้เช่นกัน ยิ่งไปกว่านั้น มันยังสามารถเชื่อมโยงกับแพลตฟอร์มของโซเชียลมีเดีย ทำให้สามารถเข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้น

4.ระบบ POS คืออะไร ?
นอกจากลูกค้าจะใช้บัตรเครดิตจากหลากสถาบันการเงินในการจ่ายเงินได้แล้ว ผู้ขายยังสามารถใช้ Shopify’s POS system ในการรับชำระเงินที่จ่ายโดยบัตรเครดิตที่ร้านค้าหรือที่อื่นๆก็ได้เช่นกันเพราะมีเจ้าตัว Card reader ที่นำมาเสียบกับโทรศัพท์มือถือได้นั่นเอง โดยจะมีอัตราค่าธรรมเนียมประมาณ 2.4% ของยอดขายแต่ละรายการที่ใช้บัตรเครดิตชำระเงิน นอกจากนี้ระบบ POS ยังซิงค์รายละเอียดการชำระเงินเข้ากับออเดอร์ ทำให้คุณมองเห็นที่มาที่ไปของรายได้ๆอย่างชัดเจนขึ้น

5.การใช้ Shopify มีค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ ?


สำหรับค่าใช้จ่ายนั้นก็ขึ้นอยู่กับประเภทของธุรกิจค่ะ สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มธุรกิจ ก็จะเหมาะกับ Basic Shopify ซึ่งสนนราคาอยู่ที่ $ 29 ต่อเดือน โดยจะมีฟีเจอร์พื้นฐานที่จำเป็นสำหรับการเริ่มทำร้านค้าออนไลน์ เช่น ให้แอคเคาท์สำหรับเข้าระบบ 2 คน ไม่จำกัดการลงลิสต์สินค้า มีศูนย์ให้ความช่วยเหลือไว้บริการตลอด 24 ชั่วโมง มีการวิเคราะห์การทุจริต ฯลฯ

หากคุณอยากได้ฟีเจอร์มากกว่านั้นก็ให้ขยับจาก Basic Shopify มาเป็น Shopify ค่ะ ซึ่งจะมีราคาที่สูงขึ้นอีก คือ $79 ต่อเดือน โดยจะมีพวกคูปองหรือบัตรกำนัลเพิ่มขึ้นมาเพื่อดึงดูดลูกค้า อีกทั้งยังมีระบบที่ช่วยส่งคำแจ้งเตือนไปยังลูกค้าที่ยังทำการสั่งซื้อไม่ครบขั้นตอน
สำหรับใครที่ต้องการฟีเจอร์ที่เหนือกว่านั้นไปอีก ก็ให้เลือกเป็น Advanced Shopify ซึ่งมีราคาอยู่ที่ $299 ต่อเดือน โดยจะมีการทำรีพอร์ตให้เพิ่มเติมจากเดิมและคำนวณอัตราค่าคนส่งของ Third-party รวมถึงยังมีอัตราค่าบัตรเครดิตต่ำที่สุด

6.Shopify Lite คืออะไร?
Shopify Lite จะทำให้คุณขายสินค้าบนโซเชียลมีเดียได้ โดยมีราคาอยู่ที่ $9 ต่อเดือน ซึ่งลูกค้าสามารถสั่งสินค้าได้ผ่านทางโปรแกรม Messenger และสามารถติดตามออเดอร์ได้ทุกเวลา นอกจากนี้ Shopify Lite ยังมีการเพิ่มปุ่ม “Buy now”ลงบนรูปผลิตภัณฑ์ที่คุณลงขาย ซึ่งหลังจากมีผู้สนใจสินค้าคนปุ่มดังกล่าว มันก็จะพาเขาไปยังหน้าเว็บขายสินค้าออนไลน์นั่นเอง

7.Shopify Plus คืออะไร?
Shopify ไม่ได้ถูกจำกัดให้ใช้ได้แค่เพียงธุรกิจขนาดเล็กหรือกลางเท่านั้น แต่ยังสามารถนำไปใช้กับธุรกิจขนาดใหญ่ได้อีกด้วย โดยจะมีชื่อเรียกว่า “ Shopify Plus” ที่จะมีความจุของข้อมูลให้ 13PB และ 29,000 CPU cores รวมถึงมีเครื่องมือที่ช่วยในการทำการตลาดและมีฟีเจอร์ที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจมากขึ้น

8.Shopify ถูกเขียนโดยภาษาอะไร ?
Shopify ถูกเขียนด้วยภาษาที่เรียกว่า “Liquid” ที่ทาง Shopify เขียนขึ้นมาเอง ซึ่งโปรแกรมเมอร์จะสามารถเพิ่มฟังก์ชั่นหรือเทมเพลตต่างๆได้โดยไม่ต้องทำธีมขึ้นมาใหม่และลูกค้าสามารถปรับเปลี่ยนเทมเพลตใหม่หลังจากที่เว็บไซต์ได้เปิดใช้งานไปแล้วอีกด้วย
สำหรับใครที่กำลังจะเป็นพ่อค้าหรือแม่ค้าออนไลน์และกำลังมองหาเว็บขายสินค้าออนไลน์แบบสำเร็จรูป “Shopify”ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจทีเดียวค่ะ

ไปที่เวบ Shopify

Tagged:

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *